WorldWar in History of Football

WorldWar in History of Football

สงครามโลกนี่ เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า ความสูญเสีย ความเสียหาย การทำลาย ไม่ดีเลยนะครับ คุณผู้อ่านทุกคน คุณผู้อ่านเคยคิดไหมครับว่า ถ้าเกิดเราดันไปเกิดอยู่ในช่วงนั้น ชีวิตของคนเราจะเป็นอย่างไรบ้าง แอดมินเองก็คงจะต้องไปเป็นทหาร หรือไม่ก็อาจจะต้องมีชีวิต ที่ต้องระแวดระวังภัยอยู่ตลอดเวลา มันคงเป็นบาดแผลที่ยากแก่การรักษา และฝากรอยเอาไว้ไปอีกนานแสนนาน จารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์กันเลยทีเดียว

WorldWar in History of Football

เอาหล่ะครับ วันนี้ เรื่องที่แอดมินจะนำมาพูด มาเล่าสู่กันฟัง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสงครามโลกเท่าไหร่หรอกคับ แต่มันคือฟุตบอล นั่นเอง จริงๆ การแข่งขันฟุตบอลโลก เกิดขึ้นก่อนสังครามโลกครั้งที่ 2 อีกน่ะ แต่วันนี้แอดมินจะมาพาทุกคนไปดูว่าก่อนและหลังสงครามโลก การแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นอย่างไร รวมไปถึงการจัดการขยายทีม จากการแข่งขันจากเดิม ที่มีการคัดเลือกจากการแข่งขัน ไม่กี่ทีม เป็น 32 ทีม วันนี้เราจะไปไขข้อข้องใจ และหาความกระจ่างชัดกันคับผม

หลังจากที่เกิดการแข่งขันฟุตบอลโลกขึ้นแล้ว ในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ใน ปี 1932 ที่จัดขึ้นที่ เมืองลอสแอนเจลิส ก็ไม่ได้ รวมการแข่งขันฟุตบอล เข้าไปด้วย เนื่องจากความไม่ได้รับความนิยม ในกีฬาฟุตบอล ในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่อเมริกันฟุตบอล ได้รับความนิยมมากขึ้น ทางฟีฟ่าและคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ที่มีความคิดเห็นต่างกัน ในเรื่องผู้เล่นในฐานะมือสมัครเล่น

ดังนั้นจึงไม่มีการแข่งขันฟุตบอล ในเกมนี้ แต่ต่อมาฟุตบอล ได้กลับมาในกีฬาโอลิมปิก ในโอลิมปิกฤดูร้อน ปี 1936 แต่ถูกลดความสำคัญลง เพราะความมีชื่อเสียงของฟุตบอลโลก

ประเด็นในการจัดการแข่งขัน ในช่วงแรกของฟุตบอลโลก ที่เป็นความยากลำบาก ในการเดินทางข้ามทวีป และสงครามนั้น มีทีมจากอเมริกาใต้บางทีม ยินดีที่จะเดินทางไปยุโรป ในการแข่งขัน ในปี 1934 และ ปี 1938 โดยทีมบราซิล เป็นทีมเดียวในอเมริกาใต้ ที่เข้าแข่งขันทั้ง 2 ครั้งนี้ ส่วนการแข่งขันฟุตบอลโลก ในปี 1942 และ ปี 1946 ได้มีการยกเลิกไป เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สอง และพักจากผลกระทบของสงครามโลก

ฟุตบอลโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ฟุตบอลโลก 1950 จัดขึ้นที่ประเทศบราซิล เป็นครั้งแรก ที่สหราชอาณาจักร เข้าร่วมการแข่งขัน ทีมสหราชอาณาจักร ถอนตัวจากฟีฟ่า ในปี ค.ศ. 1920 ที่ไม่พอใจในบางส่วนที่ต้องเล่นกับประเทศที่พวกเขาทำสงครามด้วย และบางส่วนเพื่อประท้วงด้านอิทธิพลและการบังคับจากต่างชาติ แต่ก็กลับเข้ามาร่วมใน ปี ค.ศ. 1946 หลังจากได้รับคำเชื้อเชิญจากฟีฟ่า

การแข่งขันทีมแชมป์เปี้ยน อย่างอุรุกวัย ก็กลับเข้ามาร่วม หลังจากที่คว่ำบาตรฟุตบอลโลก ก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง โดยทีมอุรุกวัย ชนะในการแข่งขันอีกครั้ง หลังจากที่ชนะ ประเทศเจ้าภาพบราซิล นัดการแข่งขันนี้เรียกว่า “มารากานาซู” (โปรตุเกส: Maracanaço)

ในการแข่งขันระหว่าง ปี ค.ศ. 1934 และ 1978 มีทีมเข้าร่วมแข่งขัน 16 ทีม ยกเว้นใน ปี ค.ศ. 1938 เมื่อออสเตรีย รวมเข้ากับเยอรมนี หลังจากรอบคัดเลือก ทำให้มี ทีมแข่งขันเหลือเพียง 15 ทีม และ ในปี ค.ศ. 1950 เมื่ออินเดีย สก็อตแลนด์ และตุรกี ถอนตัวจากการแข่งขัน ทำให้มีทีมร่วมแข่งขันเพียง 13 ทีม

ทีมที่เข้าร่วมแข่งขัน ส่วนใหญ่ เป็นทีมจากยุโรป และอเมริกาใต้ มีส่วนน้อยจากอเมริกาเหนือ แอฟริกา เอเชียและโอเชียเนีย ทีมเหล่านี้ มักจะแพ้อย่างง่ายดาย กับทีมจากยุโรป และอเมริกาใต้ จนกระทั่งใน ปี ค.ศ. 1982 มีทีมนอกเหนือจากยุโรป และอเมริกาใต้ ที่เข้าสอบรอบสุดท้าย คือ ทีมสหรัฐอเมริกา เข้ารอบรองชนะเลิศใน ปี ค.ศ. 1930, ทีมคิวบา เข้ารอบรองชนะเลิศใน ปี ค.ศ.1938, ทีมเกาหลีเหนือ เข้าสู่รอบรองชนะเลิศใน ปี ค.ศ. 1966 และทีมเม็กซิโก เข้าสู่รอบรองชนะเลิศใน ปี ค.ศ. 1970

ขยายเป็น 32 ทีม การแข่งขันขยายเป็น 24 ทีม ในปี ค.ศ. 1982 จากนั้นเป็น 32 ทีม ในปี ค.ศ. 1998 ทำให้มีทีมจากแอฟริกา เอเชียและอเมริกาเหนือ เข้ารอบมากขึ้น และในปีครั้งหลังๆ ทีมในภูมิภาคเหล่านี้ก็ประสบความสำเร็จมากขึ้น และสามารถติดในรอบก่อนรองชนะเลิศมากขึ้น ได้แก่ ทีมเม็กซิโก เข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศในปี ค.ศ. 1986, ทีมแคเมอรูน เข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศในปี ค.ศ. 1990, ทีมเกาหลีใต้ได้อันดับ 4 ในปี ค.ศ. 2002, ขณะที่ทีมเซเนกัลและสหรัฐอเมริกา ทั้ง 2 ทีมเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศในปี ค.ศ. 2002 และทีมกานา เข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศในปี 2010 แต่ถึงอย่างไรก็ตามทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้ก็ยังคงมีความโดดเด่นอยู่ เช่นในปี ค.ศ. 1998 และ 2006 ที่ทีมทั้งหมดในรอบรองชนะเลิศมาจากยุโรปและอเมริกาใต้

ในฟุตบอลโลก 2002 ในรอบคัดเลือก มีทีมเข้าร่วมคัดเลือก 200 ทีม และในฟุตบอลโลก 2006 มีทีมที่พยายามเข้าคัดเลือก 198 ทีม ขณะที่ในฟุตบอลโลก 2010 มีประเทศที่เข้าร่วมรอบคัดเลือก 204 ทีม ซึ่งถือเป็นสถิติเป็นปีที่มีประเทศเข้าคัดเลือกมากที่สุด

โดยโควต้าของแต่ละทวีปจะมีต่างกันคือ เอเชีย 4.5 ทีม, โอเชียเนีย 0.5 ทีม, แอฟริกา 5 ทีม, อเมริกาเหนือ 3.5 ทีม, ยุโรป 13 ทีม, อเมริกาใต้ 4.5 ทีม และประเทศเจ้าภาพอีก 1 ทีม ซึ่งต่อมาทางเอเอฟซีได้มีแผนที่จะรวมเอเชียกับโอเชียเนียเข้าด้วยกันเพื่อขอเพิ่มโควต้าจาก 4.5 ทีม เป็น 5 ทีม

บาดแผลในสงครามโลกครั้งที่ 2 ค่อนข้าง ฝากรอยแผลเป็นไ ว้ขนาดใหญ่ ให้กับคนทั่วโลก การกระทำที่โหดร้าย เหี้ยมโหด ของบางอย่างมันเกิดกว่าที่จะรับได้ แต่อย่างน้อย ก็ยังพอมีอะไรที่ยังรักษา รอยแผลเป็นขนาดใหญ่ ของโลกนี้ไว้ได้ ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ใช้ทั้งความสามัคคี และสมองในการเล่น รวมไปถึงยังเป็นความภาคภูมิใจ ของคนในชาติอีกด้วย ฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำอะไร ก็จงทำมันอย่างให้เต็มที่ แล้วคุณจะได้ไม่เสียใจในภายหลัง 5555 เกี่ยวกันไหมเนี่ย เอาเป็นว่า ครั้งหน้า แอดมินจะเอาเรื่องอะไรมาฝากต้องรอติดตามกันน่ะคับผม สำหรับวันนี้ สวัสดีคร้าบบบ

Related posts